วิธีเช็กรถเช่า แนะนำจุดที่ต้องตรวจก่อนเซ็นรับรถ ฉบับมือโปร

วิธีเช็กรถเช่า

การเช่ารถยนต์ขับไปเที่ยวหรือใช้งานในชีวิตประจำวันทั่ว เป็นทางเลือกที่ช่วยเพิ่มความสะดวกสบายในการเดินทางได้เป็นอย่างดี แต่สิ่งสำคัญก่อนเซ็นสัญญารับรถคือการตรวจสอบให้แน่ใจว่ารถพร้อมใช้งานและไม่มีตำหนิแอบแฝง วันนี้ SUMMERCARRENT บริษัทเช่ารถยนต์ชั้นนำระดับมาตรฐาน จะมาแนะนำเช็กลิสต์วิธีเช็กสภาพรถอย่างละเอียดก่อนรับรถ เพื่อให้คุณเดินทางได้อย่างปลอดภัย ไร้กังวลเรื่องค่าปรับย้อนหลัง พร้อมแล้วมาดูกันเลยว่ามีจุดไหนที่ต้องเน้นเป็นพิเศษบ้าง

ทำไมการเช็กสภาพรถก่อนรับรถเช่าถึงเป็นเรื่องที่ห้ามละเลย

ความตื่นเต้นในการออกทริปอาจทำให้หลายคนรีบเซ็นเอกสารจนลืมเช็กสภาพรถให้ละเอียด ซึ่งการละเลยขั้นตอนนี้อาจนำมาซึ่งปัญหากวนใจมากมาย โดยเหตุผลสำคัญที่คุณต้อง ตรวจเช็กสภาพรถก่อนรับรถ มีดังนี้

  • ป้องกันการโดนปรับฟรี หากไม่เช็กรถและบันทึกรอยขีดข่วนหรือตำหนิเดิมไว้ให้ดี คุณอาจต้องกลายเป็นผู้รับผิดชอบค่าเสียหายที่คุณไม่ได้เป็นคนก่อเมื่อถึงเวลานำรถมาคืน
  • มั่นใจเรื่องความปลอดภัยสูงสุด การสละเวลาเพียง 10-15 นาทีเพื่อเช็กสภาพรถจะช่วยยืนยันว่าระบบเบรก สภาพยางรถยนต์ และเครื่องยนต์อยู่ในสภาพสมบูรณ์ พร้อมสำหรับการเดินทาง
  • ทริปราบรื่นไม่มีสะดุด การตรวจเช็กสภาพรถอย่างรอบคอบช่วยลดความเสี่ยงที่รถจะไปเสียหรือเกิดอาการงอแงกลางทาง ทำให้ทริปของคุณสนุกและไร้กังวล
  • รักษาสิทธิ์ของตัวคุณเอง การเช็กรถและเก็บหลักฐานอย่างครบถ้วนตั้งแต่ต้นทาง คือเกราะป้องกันที่ดีที่สุดที่ทำให้คุณสบายใจตลอดระยะเวลาการเช่ารถ

เช็กลิสต์ 1 การเช็กสภาพรถภายนอก

การเช็กสภาพรถภายนอก

การเริ่มต้นตรวจเช็กสภาพรถควรเริ่มจากภายนอกเสมอ เพราะเป็นจุดที่เกิดรอยตำหนิได้ง่ายที่สุด และเป็นส่วนที่บริษัทเช่ารถมักจะตรวจสอบอย่างเข้มงวดเมื่อคุณนำรถมาคืน นี่คือจุดที่คุณต้องใช้สายตา เช็กรถ ให้ดี

รอยขีดข่วนและรอยบุบรอบคัน

สิ่งแรกที่ต้องทำเมื่อเริ่มเช็กสภาพรถ คือการเดินวนรอบรถ (Walk around) อย่างช้าๆ สังเกตรอยขีดข่วน รอยลักยิ้ม หรือรอยบุบต่างๆ โดยเฉพาะจุดที่คนมักจะมองข้ามเวลา เช็กรถ เช่น บริเวณสเกิร์ตล่าง กันชนหน้าและหลัง ขอบประตูรถ และกรอบกระจกมองข้าง หากคุณพบรอยตำหนิใดๆ ระหว่างการเช็กสภาพรถต้องรีบแจ้งให้เจ้าหน้าที่ทราบและระบุลงในเอกสารทันที นอกจากนี้อย่าลืมตรวจเช็กสภาพรถในส่วนของกระจกบานหน้าและบานหลังว่ามีรอยร้าวจากหินดีดหรือไม่ เพราะรอยร้าวเล็กๆ อาจขยายวงกว้างได้เมื่อเจอความร้อน

สภาพยางรถยนต์และล้อแม็ก

ยางรถยนต์คือสิ่งเดียวที่สัมผัสกับพื้นถนน การเช็กสภาพรถในส่วนนี้จึงห้ามพลาดเด็ดขาด คุณควรตรวจเช็กสภาพรถ โดยดูที่ความลึกของดอกยางว่ายังมีร่องลึกพอให้รีดน้ำได้หรือไม่ และต้อง เช็กรถ ดูแก้มยางว่ามีรอยฉีกขาดหรือบวมไหม อีกจุดที่สำคัญมากเวลาเช็กสภาพรถคือล้อแม็ก ให้ก้มดูว่ามีรอยครูดกับฟุตบาตหรือไม่ เพราะบริษัทเช่ารถหลายแห่งจะปรับเงินค่อนข้างแพงหากล้อแม็กเป็นรอย การ เช็กรถ จุดนี้อย่างละเอียดจะช่วยเซฟเงินในกระเป๋าคุณได้มา

ระบบไฟส่องสว่างรอบคัน

เพื่อความปลอดภัยในการขับขี่ตอนกลางคืน คุณต้องเช็กสภาพรถระบบไฟทุกดวง ขอให้เพื่อนร่วมทริปหรือเจ้าหน้าที่ช่วยดูขณะที่คุณเปิดสวิตช์ในรถ การตรวจเช็กระบบไฟ ได้แก่ ไฟหน้า (ทั้งไฟต่ำและไฟสูง) ไฟเลี้ยวซ้าย-ขวา ไฟเบรก ไฟถอยหลัง และไฟฉุกเฉิน การ เช็กรถ ในส่วนนี้ใช้เวลาไม่นาน แต่รับประกันความปลอดภัยได้เต็มร้อย หากพบว่าไฟดวงไหนขาดระหว่างการเช็กสภาพรถให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ทันที

เช็กลิสต์ 2 การตรวจเช็กสภาพภายในรถ

การตรวจเช็กสภาพภายในรถ

เมื่อเช็กสภาพรถภายนอกเสร็จแล้ว ก็ถึงเวลาเข้ามานั่งในห้องโดยสาร การตรวจเช็กภายในจะเน้นไปที่ฟังก์ชันการใช้งาน ความสะอาด และความสะดวกสบายตลอดทริป

หน้าปัดและระบบคอนโซล

เมื่อคุณเสียบกุญแจและสตาร์ตรถ สิ่งแรกที่ต้องทำในการ เช็กรถ ภายในคือการดูที่แผงหน้าปัด ไฟเตือนสีแดงหรือสีส้มต่างๆ (เช่น ไฟรูปเครื่องยนต์ ไฟรูปแบตเตอรี่) จะต้องดับลงทั้งหมดหลังสตาร์ต หากไฟยังโชว์ค้างอยู่ต้องรีบแจ้งเจ้าหน้าที่ นอกจากนี้ อย่าลืมตรวจเช็กโดยดูเกจ์น้ำมันว่าเต็มถังตามที่ตกลงไว้หรือไม่ และต้องจดบันทึกเลขไมล์ (Odometer) เริ่มต้นไว้ด้วยเพื่อความชัดเจน

ระบบปรับอากาศและเครื่องเสียง

อากาศในเมืองไทยร้อนระอุ การเช็กของระบบแอร์จึงสำคัญมาก ให้เปิดแอร์เบอร์แรงสุดเพื่อ เช็กรถ ว่ามีความเย็นฉ่ำปกติหรือไม่ และมีกลิ่นอับชื้นโชยออกมาหรือเปล่า พร้อมกันนี้ควรตรวจเช็กโดยการลองเชื่อมต่อระบบเครื่องเสียง เช่น Bluetooth, USB หรือ Apple CarPlay เพื่อให้แน่ใจว่าคุณจะมีเพลงฟังเพลินๆ ตลอดเส้นทาง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการเช็กสภาพรถที่ช่วยเพิ่มความสุขในการเดินทาง

ความสะอาดและอุปกรณ์นิรภัย

การเช็กสภาพรถภายในยังรวมถึงการสำรวจความสะอาดของเบาะที่นั่ง พรมปูพื้น และเพดานรถ หากพบรอยเปื้อน คราบน้ำ หรือรอยบุหรี่จี้ ให้แจ้งเจ้าหน้าที่ตอน เช็กรถ ทันที เพื่อป้องกันการโดนปรับค่าทำความสะอาด นอกจากนี้ต้องตรวจเช็กความปลอดภัย คือลองดึงสายเข็มขัดนิรภัยทุกที่นั่งว่าล็อกได้แน่นหนาและดึงกลับได้ปกติหรือไม่

เช็กลิสต์ 3 ห้องเครื่องและอุปกรณ์ฉุกเฉิน

: ห้องเครื่องและอุปกรณ์ฉุกเฉิน

แม้คุณจะไม่ใช่ช่างยนต์ แต่คุณก็สามารถเช็กเบื้องต้นในส่วนของเครื่องยนต์และอุปกรณ์ที่จำเป็นได้ การตรวจเช็กสภาพรถในส่วนนี้จะช่วยให้คุณรับมือกับเหตุสุดวิสัยได้ดีขึ้น

การฟังเสียงเครื่องยนต์เบื้องต้น

ในขณะที่สตาร์ตรถเพื่อเช็กสภาพภายในรถ ให้คุณลองเปิดกระจกและฟังเสียงเครื่องยนต์ การ เช็กรถ แบบง่ายๆ คือเครื่องยนต์ควรเดินเรียบ ไม่มีเสียงดังแก๊กๆ หรือเสียงหอนผิดปกติ หากคุณพอมีความรู้ อาจจะขอเปิดฝากระโปรงเพื่อเช็กดูระดับน้ำในหม้อพักน้ำ ก้านวัดน้ำมันเครื่อง และน้ำฉีดกระจก 

ยางอะไหล่และอุปกรณ์ช่วยเหลือฉุกเฉิน

จุดที่คนมักลืมเวลาเช็กรถ คือกระโปรงท้าย ต้องเปิดดูเพื่อเช็กว่ามียางอะไหล่ แม่แรง และประแจถอดล้อเตรียมไว้ให้ครบถ้วนหรือไม่ การตรวจเช็กในจุดนี้เปรียบเสมือนการซื้อประกันความเสี่ยง เพราะถ้าเกิดยางแบนกลางทางแล้วอุปกรณ์เหล่านี้หายไป คุณจะลำบากมาก ดังนั้นให้เช็กส่วนนี้ให้ชัวร์ก่อนออกรถเสมอ

เทคนิคการเก็บหลักฐานขณะเช็กสภาพก่อนเซ็นรับรถ

  • ถ่ายภาพนิ่งทั้งมุมกว้างและมุมแคบ เมื่อ เช็กรถ แล้วพบรอยขีดข่วนหรือรอยบุบ ให้ใช้สมาร์ตโฟนถ่ายรูปเก็บไว้ ทั้งมุมกว้างเพื่อให้ระบุตำแหน่งบนตัวรถได้ชัดเจน และซูมเจาะลึกรอยตำหนิที่เจอขณะเช็กสภาพ
  • ถ่ายวิดีโอวนรอบคันพร้อมบรรยาย แนะนำให้เดินถ่ายวิดีโอคลิปเดียวแบบต่อเนื่องรอบรถ 1 รอบ พร้อมกับพูดชี้เป้าจุดที่มีปัญหาหรือรอยแผลที่เจอระหว่างการตรวจเช็กสภาพรถไปด้วย เพื่อเป็นหลักฐานที่ดิ้นไม่หลุด
  • รีเช็กเอกสารใบส่งมอบรถ หลังจบขั้นตอนการเช็กสภาพต้องตรวจสอบให้ชัวร์ว่าพนักงานได้ทำเครื่องหมายรอยตำหนิทุกจุดที่คุณพบตอน เช็กรถ ลงในเอกสารอย่างครบถ้วนและตรงกัน
  • อย่าเพิ่งเซ็นรับถ้าข้อมูลไม่ตรงความจริง ห้ามเซ็นเอกสารรับรถเด็ดขาด หากพบว่าใบตรวจรับไม่ได้ระบุรอยแผลที่คุณเจอตอนตรวจเช็กสภาพรถ การทำแบบนี้คือการรักษาสิทธิ์ของตัวคุณเองอย่างรัดกุมที่สุดเมื่อเช็กสภาพเสร็จสิ้น

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการตรวจเช็กสภาพรถเช่า

ก่อนรับรถเช่า ต้องเช็กสภาพรถอะไรเป็นอันดับแรก

ควรเริ่มจากเช็กสภาพภายนอกรอบคัน เดินดูรอยขีดข่วน รอยบุบ และสภาพยางรถยนต์ พร้อมถ่ายรูปเก็บไว้เป็นหลักฐานทันทีขณะทำการ เช็กรถ

ถ้าเจอจุดเสียหายระหว่างตรวจเช็กสภาพรถ ควรทำอย่างไร

ต้องแจ้งเจ้าหน้าที่ส่งรถทันที และตรวจสอบให้แน่ใจว่าเจ้าหน้าที่ได้ทำเครื่องหมายตำหนินั้นลงในใบส่งมอบรถตามผลการเช็กสภาพแล้ว เพื่อป้องกันการถูกปรับภายหลัง

ใช้เวลาในการเช็กรถก่อนรับรถนานแค่ไหน

โดยปกติควรใช้เวลาประมาณ 10-15 นาที ในการตรวจเช็กสภาพรถทั้งภายนอก ภายใน และทดสอบระบบต่างๆ การให้เวลาเต็มที่กับการเช็กสภาพจะสร้างความมั่นใจก่อนออกเดินทาง

จำเป็นต้องเปิดกระโปรงรถเพื่อเช็กสภาพรถหรือไม่

สำหรับรถเช่าระยะสั้น อาจไม่จำเป็นต้องเช็คละเอียดเหมือนซื้อรถมือสอง แต่ตอน เช็กรถ ควรสตาร์ตเครื่องยนต์เพื่อฟังเสียง ดูไฟเตือนหน้าปัด และตรวจเช็กสภาพรถในส่วนของน้ำฉีดกระจกเป็นอย่างน้อย

สรุปการเช็กรถเช่า

สรุปบทความ

สรุปภาพรวมการเช็กสภาพอย่างละเอียดทั้งภายนอก ภายใน และระบบต่างๆ จะช่วยปกป้องคุณจากปัญหาเครื่องยนต์ขัดข้องและค่าปรับความเสียหายที่ไม่คาดคิด เพื่อการเดินทางที่ราบรื่นที่สุด สำหรับใครที่กำลังมองหารถเช่าทั้งรายวัน รายเดือน และเช่าระยะยาว SUMMERCARRENT พร้อมให้บริการด้วยรถยนต์หลากหลายรุ่นที่ผ่านการบำรุงรักษาและตรวจเช็กสภาพรถมาเป็นอย่างดี มั่นใจได้ทุกเส้นทาง ให้คุณไม่ต้องกังวลเวลา เช็กรถ พร้อมออกสตาร์ตทริปแห่งความสุขได้ทันที

author avatar
Lek Techa Blogger
มีประสบการณ์การทำงานอยู่ในธุรกิจเช่ารถยนต์มา 10 กว่าปี ปัจจุบันทำงานอยู่ที่บริษัทรถเช่า Summercarrent มีความสนใจในเรื่องรถยนต์ การท่องเที่ยว อาหาร และชอบศึกษาหาความรู้ใหม่ๆเพิ่มเติมอยู่ตลอด การศึกษาสูงสุด ระดับปริญญาโท จาก University of South Florida